hyundai-veloster-2016

♦บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เผยโฉม ฮุนได เวโลสเตอร์ (All-New Hyundai Veloster) 2 รุ่น ด้วยตัวเลือกขุมพลัง 1.6ลิตร 130 แรงม้า และ 1.6 ลิตรเทอร์โบ 186 แรงม้า พร้อมเปิดให้ทดลองขับครั้งแรกในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2556 เคาะราคาเริ่มต้น 1,299,000 และ 1,739,000 บาท ตามลำดับ
♣โยชิอากิ อิชิมูระ ประธานบริษัทฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) กล่าวว่า “ภายใต้นโยบาย Hyundai Everywhere ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้ เพื่อขยายขอบเขตความนิยมในรถยนต์ฮุนไดในประเทศไทยให้แพร่หลายเพิ่มขึ้น บริษัทฯ จึงเดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็น ‘เอกลักษณ์นวัตกรรม’ เช่น Veloster ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มความหลากหลาย และความน่าตื่นเต้นให้กับรถยนต์ฮุนได จนลูกค้าสามารถสัมผัสได้ โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เน้นรถยนต์ที่แตกต่างและมีบุคลิก ซึ่งทำให้จำนวนรถยนต์ฮุนไดเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ที่ที่เราเดินทางไป”

♥All-New Hyundai Veloster คือผลงานที่ต่อยอดมาจาก Concept Car ที่มีชื่อว่า Hyundai HND-3 ที่เผยโฉมในงาน Seoul Motor Show ปี 2007 ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์นวัตกรรมครั้งแรกของโลกที่ประสานความเป็นรถสปอร์ตและความสะดวกสบายสไตล์รถซีดานเป็นหนึ่งเดียวด้วยรูปแบบประตู 2+1 (ประตู 2 บานในด้านหน้า และพิเศษ 1 บานด้านใน) โดยคำว่า “Veloster” มาจาก Velocity หมายถึงความเร็ว และคำว่า Roadster หมายถึง รถสปอร์ต 2 ที่นั่ง และเมื่อรวมกันแล้ว ย่อมมีความหมายว่า “ความสนุกเร้าใจและการขับขี่ที่มีเสน่ห์น่าหลงใหล” โดยออกแบบภายใต้แนวคิด “New Thinking. New Possibilities.” หรือ “คิดใหม่เพื่อสิ่งที่เหนือกว่า” ออปชันติดรถประกอบด้วย ระบบกุญแจอัจฉริยะ Smart Key และระบบ Button Start พวงมาลัยเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า สามารถปรับได้ 4 ทิศทาง และระบบควบคุมโทรศัพท์และเครื่องเสียง พร้อมกับ Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์ด้านหลังพวงมาลัยด้านมิติตัวรถมีขนาด ยาว 4,220 มม. กว้าง 1,790 มม. (1,805 มม. สำหรับ Veloster Sport Turbo) และสูง 1,399 มม. โดย Veloster ทั้ง 2 รุ่น ยังเป็นเลิศในด้านความสะดวกสบาย และการปรับเปลี่ยนรูปแบบของเบาะนั่งโดยสารด้านหลัง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งบริเวณห้องเก็บสัมภาระสามารถจุของได้มากถึง 320 ลิตร และสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ด้วยการพับเบาะหลังลงทั้งหมด หรือแบบ 60:40 ก็สามารถทำได้ อีกทั้งสะดวกสบายไปอีกขั้นกับพื้นที่วางขาในด้านหน้าและด้านหลังมากถึง 1,072 มม. และ 870 มม.ตามลำดับ ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะด้านหน้า 945 มม. และด้านหลัง 896 มม. และพื้นที่ช่วงไหล่ที่กว้างถึง 1,412 มม. ในด้านหน้า และ 1,371 มม. ในด้านหลังสำหรับขุมพลังเครื่องยนต์ DOHC 16V D-CVVT MPi ในรุ่น Veloster ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้า ที่ 6,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 157 นิวตัน-เมตร ที่ 4,850 รอบต่อนาที และเครื่องยนต์ DOHC 16V D-CVVT T-GDi ให้กำลังสูงสุด 186 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 265 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-4,500 รอบต่อนาที ในรุ่น Veloster Sport Turbo โดยทั้ง 2 รุ่นขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequential Shift ช่วงล่างหน้า-หลัง แบบแมคเฟอร์สันสตรัท และทอร์ชั่นบีม CTBA ระบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อม ABS และระบบเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน BA และระบบกระจายแรงเบรก EBD พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน ประกบล้ออัลลอย 17 นิ้ว ขนาดยาง 215/45 R 17สำหรับ Veloster และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ยาง 215/40 R 18 สำหรับ Veloster Sport Turboโดยมีออปชันที่แตกต่างในรุ่น Veloster Sport Turbo สำหรับถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย หลังคาแก้ว Panoramic Sunroof ระบบล็อคความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP ระบบเสริมสมรรถนะการควบคุมพวงมาลัย VSM ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC และระบบแทร็กชันคอนโทรล TCS ทั้งนี้ All-New Hyundai Veloster และ Veloster Sport Turbo มีให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีส้ม Vitamin C, สีเหลือง Sunflower, สีเขียว Green Apple, สีเงิน Sonic Silver, สีแดง Veloster Red, สีน้ำเงิน Ocean Blue, สีขาว White Crystal และ สีพิเศษ “เทาด้าน” หรือ Petrol Grey ซึ่งมีให้เลือกเฉพาะในรุ่น Turbo เท่านั้นสำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 นี้ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2556 จะเป็นการเปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกของ
Veloster ทั้ง 2 รุ่น ด้วยราคา
คือ 1.299 ล้านบาท สำหรับรุ่น Veloster
และ1.739 ล้านบาท สำหรับรุ่น Veloster Sport Turbo

DSC_0844 (Large)

ECU – ENERGY REFORM (Advanced-OBD II)

ที่สุดของเทคโนโลยีอันชาญฉลาดแห่งยุค (Full Time Self-Adaptive Tuning)

กล่อง ECU Advanced-OBD II เป็นกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ระบบหัวฉีดแก๊สอัจฉริยะ ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับยานยนต์รุ่นใหม่ กล่อง ECU Advanced-OBD II จะเชื่อมต่อเข้ากับปลั๊ก OBD II และ CAN-BUS ของเครื่องยนต์และใช้การสื่อสาร (Protocol) ระหว่างกล่อง ECU ของรถยนต์และกล่อง ECU แก๊ส อย่างต่อเนื่องตามมาตรฐาน ISO 9141 และ ISO 15765 เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการจ่ายแก๊สที่แม่นยำตลอดเวลา รองรับ Protocol ในระบบ OBD ได้หลายชนิด (เช่น OBD II ISO 9141, OBD CAN : STD 500, EXT 500 เป็นต้น)
อุปกรณ์แก๊ส LPG ระบบหัวฉีดรุ่น ADVANCED-OBD II ประกอบด้วย
หม้อลดแรงดัน (Pressure Regulator)
หัวฉีดแก๊ส (Injector)
ECU
Auto Switch
Multivalve
Map Sensor

เทคโนโลยีอัจฉริยะ Advanced-OBD II รองรับทุกชนิดการสื่อสาร (Protocol) ในระบบ OBD ที่ครอบคลุมกว่า ในรถหลากรุ่น หลายยี่ห้อ ทั้งรถยุโรป และรถญี่ปุ่น

เทคโนโลยีสุดล้ำ ปรับการจ่ายแก๊สอัตโนมัติ ECU แก๊ส เรียนรู้การฉีดน้ำมัน และสามารถสั่งจ่ายแก๊ส เพิ่ม–ลด ได้เองโดยอัตโนมัติ

ให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สูงสุด เทียบเท่าระบบน้ำมัน-รักษาสภาพเครื่องยนต์ดีเยี่ยม ช่วยลดความร้อนสะสม ในเครื่องยนต์

เหนือกว่าด้วยโปรแกรมการปรับจูนแก๊สแบบ K-MAP ที่ใช้เวลาการฉีดแก๊ส (Injection Time) และรอบเครื่องยนต์ (RPM) ในการคำนวณ จ่ายแก๊ส ซึ่งเป็นหลักการจูนเดียวกับการจูนรถแข่งระดับโลกอย่าง FORMULA 1

ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเยี่ยม ด้วยความสามารถในการจ่ายแก๊สได้อย่างเหมาะสม และแม่นยำทุกสภาวะการขับขี่

อัตราเร่งดีเยี่ยม กำลังไม่ตก

ลดการสึกหรอของเครื่องยนต์

อัตราสิ้นเปลืองแก๊สลดลง

 

เหนือกว่าด้วยการตอบสนองต่อคำสั่งจาก ECU ได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองทุกอัตราเร่ง และทุกรอบความเร็ว 

วาล์วหัวฉีด เปิด-ปิด ฉับไว (เพียง 1.4 Millisecond) ให้อัตราเร่งที่ดีเยี่ยมทัดเทียมระบบน้ำมัน และประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด

หัวฉีดมีความทนทานสูง ผ่านการทดสอบ (Endurance Test) และมีอายุการใช้งานใน การฉีดแก๊สนานถึง 400,000 กิโลเมตร

 หัวฉีดรับประกันคุณภาพ 2 ปีเต็ม (ภายใต้การบำรุงรักษาตามคู่มือการเข้ารับบริการ)

 DSC_0921

รุ่น Advanced-OBD II มาพร้อมกับ หม้อต้ม 380 แรงม้า

ทรงพลังมาขึ้นด้วยหม้อต้มขนาด 380 แรงม้าใหม่รองรับรถได้ทุกประเภท มั่นใจในความเสถียรและความแรงทุกรอบเครื่องยนต์

มันใจกับความปลอดภัยระดับ First – Class จากประเทศ ITALY